บทพุทธมนต์แปล
เสียงแห่งพระอริยเจ้า...
![]()
การท่องบ่นบทสวดมนต์เป็นนิตย์ เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น
สำหรับบรรพชิตและฆราวาส โดยเฉพาะบรรพชิตนั้นการสวดมนต์
ถือ เป็นวัตรปฏิบัติข้อหนึ่งที่ต้องกระทำเป็นประจำทุกวัน
และถือว่าการสวดมนต์ยังเป็นการเจริญสมาธิได้อีกทางหนึ่ง
เมื่อจิตแน่วแน่ในการสวดร้องท่องบ่น ใจจะเข้าถึงความสงบระงับ
บางครั้งสวดสาธยายไปกับมีความเข้าใจ ..ในบทสาธยายนั้น..
อนุโมทนา... กับบุคคลที่ให้ความใส่ใจในการสาธยายมนต์และหวังว่า
"บทสวดพุทธมนต์แปล" จะเป็นประโยชน์กับท่านผู้ใฝ่ใจในการศึกษาทุกทาน..
อนุโมทนามา ณ ที่นี้...
![]()
คำทำวัตรเช้า ~ เย็น
คำบูชาพระรัตนตรัยอะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พระผู้มีพระภาคเจ้า,เป็นพระอรหันต์, ดับเพลิงกิเลส
เพลิงทุกข์ สิ้นเชิงตรัสรู้ชอบได้ โดยพระองค์เอง, (กราบ)
พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ ข้าพเจ้าอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้รู้,ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน สวากขาโตภะคะวะตา ธัมโม พระธรรมเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ดีแล้ว
ธัมมัง นะมัสสามิ ข้าพเจ้านมัสการพระธรรม (กราบ)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติดีแล้ว
สังฆัง นะมามิ ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์ (กราบ)(ปุพพภาคนมการ)
(หันทะ มะยัง พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปุพพภาคะนะมะการัง กะโรมะ เส)นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น
อะระหะโต , ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส
สัมมาสัมพุทธัสสะ, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง. (ว่า ๓ ครั้ง)(พุทธาภิถุติง)
(หันทะ มะยัง พุทธาภิถุติง กะโรมะ เส)โย โส ตะถาคะโต พระตถาคตเจ้านั้น พระองค์ใด
อะระหัง เป็นผู้ไกลจากกิเลส
สัมมาสัมพุทโธ เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
วิชชาจรณะสัมปันโน เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ
สุคะโต เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี
โลกะวิทู เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง
อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่าง ไม่มีใครยิ่งกว่า
สัตถาเทวะมะนุสสานัง เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
พุทโธ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม
ภะคะวา เป็นผู้มีความจำเริญจำแนกธรรม สั่งสอนสัตว์
โย อิมัง โลกัง สะเทวะกัง สะมาระกัง สะพรัหมะกัง สัสสะมะณะพราหมะณิงปะชัง สะเทวะมะนุสสัง สะยัง อะภิญญา สัจฉิกัตตะวา ปะเวเทสิ,
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ได้ทรงทำความดับทุกข์ให้แจ้งด้วยพระปัญญาอันยิ่ง เองแล้ว ทรงสอนโลกนี้ พร้อมทั้งเทวดา มาร พรหม และหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม
โย ธัมมัง เทเสสิ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ทรงแสดงธรรมแล้ว
อาทิกัลละยานัง ไพเราะในเบื้องต้น
มัชเฌกัลละยานัง ไพเราะในท่ามกลาง
ปะริโยสานะกัลยานัง ไพเราะในที่สุด
สาตถัง สะพะยัญชะนัง เกวะละปะริปุณณัง ปะริสุทธัง พรัหมะจะริยัง ปะกาเสสิ,
ทรงประกาศพรหมจรรย์ คือแบบแห่งการ ปฏิบัติอันประเสริฐ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง พร้อมทั้งอรรถะ (คำอธิบาย) พร้อมทั้ง พยัญชนะ (หัวข้อ)
ตะมะหัง ภะคะวันตัง อะภิปูชะยามิ ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง เฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น
ตะมะหัง ภะคะวันตัง สิระสา นะมามิ ข้าพเจ้านอบน้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ด้วยเศียรเกล้า (กราบระลึกถึงพระพุทธคุณ)(ธัมมาภิถุติง)
(หันทะ มะยัง ธัมมาภิถุติง กะโรมะ เส)โย โส สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม,
พระธรรมนั้นใด เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสไว้ดีแล้ว
สันทิฏฐิโก, เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง
อะกาลิโก, เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล
เอหิปัสสะโก, เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกับผู้อื่นว่าท่านจงมาดูเถิด
โอปะนะยิโก, เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว
ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ, เป็นสิ่งที่ผู้รู้ ก็รู้ได้เฉพาะตน
ตะมะหัง ธัมมัง อภิปูชะยามิ, ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง เฉพาะพระธรรมนั้น
ตะมะหัง ธัมมัง สิระสา นะมามิ, ข้าพเจ้านอบน้อมพระธรรมนั้นด้วยเศียรเกล้า
(กราบระลึกถึงพระธรรมคุณ)
(สังฆาภิถุติง)
(หันทะ มะยัง สังฆาภิถุติง กะโรมะ เส)
โย โส สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น หมู่ใด ปฏิบัติดีแล้ว
อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติตรงแล้ว
ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว
สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด ปฏิบัติสมควรแล้ว
ยะทิทัง ได้แก่บุคคลเหล่านี้คือ
จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่ นับเรียงตัวบุรุษได้ ๘ บุรุษ
เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ นั่นแหละสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า
อาหุเนยโย เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา
ปาหุเนยโย เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ
ทักขิเนยโย เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน
อัญชะลีกะระณีโย เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี
อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า
ตะมะหัง สังฆัง อะภิปูชะยามิ ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง เฉพาะพระสงฆ์หมู่นั้น
ตะมะหัง สังฆัง สิระสา นะมามิ ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์หมู่นั้นด้วย เศียรเกล้า(กราบระลึกถึงพระสังฆคุณ)
(รตนัตตยัปปณามคาถา)
(หันทะ มะยัง ระตะนัตตะยัปปะณามะคาถาโย เจวะสังเวคะปะริกิตตะนะปาฐัญจะ ภะณามะ เส)พุทโธ สุสุทโธ กะรุณามะหัณณะโว พระพุทธเจ้าผู้บริสุทธิ์มีพระกรุณา ดุจห้วงมหรรณพ
โยจจันตะสุทธัพพะระญาณะโลจะโน พระองค์ใด มีตาคือญาณอันประเสริฐ หมดจดถึงที่สุด
โลกัสสะ ปาปูปะกิเลสะฆาตะโก เป็นผู้ฆ่าเสียซึ่งบาป และอุปกิเลสของโลก
วันทามิ พุทธัง อะหะมาทะเรนะ ตัง ข้าพเจ้าไหว้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นโดย ใจเคารพเอื้อเฟื้อ,
ธัมโม ปะทีโป วิยะ ตัสสะ สัตถุโน พระธรรมของพระศาสดาสว่างรุ่งเรือง เปรียบดวงประทีป
โย มัคคะปากามะตะเภทะภินนะโก จำแนกประเภทคือ มรรค ผล นิพพานส่วนใด
โลกุตตะโร โย จะ ตะทัตถะทีปะโน ซึ่งเป็นตัวโลกุตตระ และส่วนใดที่ชี้แนว แห่งโลกุตตระนั้น,
วันทามิ ธัมมัง อะหะมาทะเรนะ ตัง ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมนั้น โดยใจเคารพเอื้อเฟื้อ
สังโฆ สุเขตตาภะยะติเขตตะสัญญิโต พระสงฆ์เป็นนาบุญอันยิ่งใหญ่กว่านาบุญ อันดีทั้งหลาย
โย ทิฏฐะสันโต สุคะตานุโพธะโก เป็นผู้เห็นพระนิพพาน ตรัสรู้ตามพระสุคต หมู่ใด
โลลัปปะหีโน อะริโย สุเมธะโส เป็นผู้ละกิเลสเครื่องโลเล เป็นพระอริยเจ้า มีปัญญาดี
วันทามิ สังฆัง อะหะมาทะเรนะ ตัง ข้าพเจ้าไหว้พระสงฆ์หมู่นั้น โดยใจเคารพเอื้อเฟื้อ
อิจเจวะเมกันตะภิปูชะเนยยะกัง วัตถุตตะยัง วันทะยะตาภิสังขะตัง ปุญญัง มะยา ยัง มะมะ สัพพุ ปัทวา มา โหนตุ เว ตัสสะ ปะภาวะสิทธิยา
บุญใดที่ข้าพเจ้า ผู้ไหว้อยู่ซึ่งวัตถุสาม คือ พระรัตนะตรัยอันควรบูชายิ่งโดยส่วนเดียว ได้กระทาแล้วเป็นอย่างยิ่งเช่นนี้นี้ ขออุปัททวะ(ความชั่ว)ทั้งหลาย จงอย่ามี แก่ข้าพเจ้าเลย ด้วยอำนาจความสำเร็จ อันเกิดจากบุญนั้น(สังเวคปริกิตตนปาฐะ)
อิธะ ตะถาคะโต โลเก อุปปันโน พระตถาคตเจ้าเกิดขึ้นแล้ว ในโลกนี้
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ เป็นผู้ไกลจากกิเลสตรัสรู้ชอบได้โดย พระองค์เอง
ธัมโม จะ เทสิโต นิยยานิโก และพระธรรมที่ทรงแสดง เป็นธรรม เครื่องออกจากทุกข์,
อุปะสะมิโก ปะรินิพพานิโก เป็นเครื่องสงบกิเลส เป็นไปเพื่อปรินิพพาน,
สัมโพธะคามี สุคะตัปปะเวทิโต เป็นไปเพื่อความรู้พร้อม เป็นธรรมที่ พระสุคตประกาศ
มะยันตัง ธัมมัง สุตวา เอวัง ชะนามะ พวกเราเมื่อได้ฟังธรรมนั้นแล้ว จึงได้รู้อย่างนี้ว่า
ชาติปิ ทุกขา แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์
ชะราปิ ทุกขา แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์
มะระณัมปิ ทุกขัง แม้ความตายก็เป็นทุกข์
โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัส สุปายาสาปิ ทุกขา
แม้ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์
อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์,
ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์
ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง มีความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นนั่นก็ เป็นทุกข์
สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้งห้าเป็นตัวทุกข์
เสยยะถีทัง ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ
รูปูปาทานักขันโธ ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือรูป
เวทะนูปาทานักขันโธ ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือเวทนา
สัญญูปาทานักขันโธ ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือสัญญา
สังขารูปาทานักขันโธ ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือสังขาร
วิญญาณูปาทานักขันโธ ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือวิญญาณ
เยสัง ปะริญญายะ เพื่อให้สาวกกำหนดรอบรู้อุปาทานขันธ์ เหล่านี้เอง
ธะระมาโน โส ภะคะวา จึงพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เมื่อยังทรง พระชนม์อยู่
เอวัง พะหุลัง สาวะเก วิเนติ ย่อมทรงแนะนำสาวกทั้งหลาย เช่นนี้เป็น ส่วนมาก
เอวัง ภาคา จะ ปะนัสสะ ภะคะวะโต สาวะเกสุ อะนุสาสะนี พะหุลา ปะวัตตะติ
อนึ่งคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ย่อมเป็นไปในสาวกทั้งหลาย ส่วนมาก มี
ส่วนคือ การจำแนกอย่างนี้ว่า
รูปัง อะนิจจัง รูปไม่เที่ยง
เวทนา อะนิจจา เวทนาไม่เที่ยง
สัญญา อะนิจจา สัญญาไม่เที่ยง
สังขารา อะนิจจา สังขารไม่เที่ยง
วิญญาณัง อะนิจจัง วิญญาณไม่เที่ยง
รูปัง อะนัตตา รูปไม่ใช่ตัวตน
เวทนา อะนัตตา เวทนาไม่ใช่ตัวตน
สัญญา อะนัตตา สัญญาไม่ใช่ตัวตน
สังขารา อะนัตตา สังขารไม่ใช่ตัวตน
วิญญาณัง อะนัตตา วิญญาณไม่ใช่ตัวตน
สัพเพ สังขารา อะนิจจา สังขารทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง
สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน ดังนี้
เต (ตา) มะยัง โอติณณามะหะ พวกเราทั้งหลาย เป็นผู้ถูกครอบงำแล้ว
ชาติยา โดยความเกิด
ชะรามะระเณนะ โดยความแก่ และความตาย
โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ
โดยความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจทั้งหลาย
ทุกโขติณณา เป็นผู้ถูกความทุกข์ หยั่งเอาแล้ว
ทุกขะปะเรตา เป็นผู้มีความทุกข์ เป็นเบื้องหน้าแล้ว
อัปเปวะนามิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขัก ขันธัสสะ อันตะกิริยา ปัญญาเยถาติ.
ทำไฉน การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ จะพึงปรากฏชัดแก่เราได้
(สำหรับภิกษุสามเณรสวด)
จิระปะนิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง อุททิสสะ อะระหันตัง สัมมาสัมพุทธัง
เราทั้งหลาย อุทิศเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง แม้ปรินิพพานนานแล้วพระองค์นั้น
สัทธา อาคารัสสะมา อะนะคาริยัง ปัพพะชิตา
เป็นผู้มีศรัทธาออกบวชจากเรือน ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนแล้ว
ตัสสะมิง ภะคะวะติ พรัหมะจะริยัง จะรามะ,
ประพฤติอยู่ซึ่งพรหมจรรย์ ในพระผู้มี พระภาคเจ้า พระองค์นั้น
ภิกขูนัง สิกขาสาชีวะสะมาปันนา
ถึงพร้อมด้วยสิกขา และธรรมเป็นเครื่อง เลี้ยงชีวิตของภิกษุทั้งหลาย
ตัง โน พรัหมะจะริยัง อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะ กิริยายะ สังวัตตะตุฯ
ขอให้พรหมจรรย์ของเราทั้งหลายนั้นจงเป็นไปเพื่อการทาที่สุดแห่งกองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้?เทอญฯ
(สาหรับอุบาสก อุบาสิกาสวด)
จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา
เราทั้งหลาย ผู้ถึงแล้วซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ปรินิพพานนานแล้ว พระองค์นั้นเป็นสรณะ
ธัมมัญจะ สังฆัญจะ ถึงพระธรรมด้วย ถึงพระสงฆ์ด้วย
ตัสสะ ภะคะวะโต สาสะนัง ยะถาสะติ ยะถาพะลัง มะนะสิกะโรมะ อะนุปะฏิ ปัชชามะ,
จักทำในใจอยู่ ปฏิบัติตามอยู่ซึ่งคำสั่งสอน ของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ตามสติกำลัง
สา สา โน ปะฏิปัตติ ขอให้ความปฏิบัตินั้นๆ ของเราทั้งหลาย
อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุ.
จงเป็นไปเพื่อการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ เทอญฯ
สัพพปัตติทานคาถา
ปุญญัสสิทานิ กะตัสสะ ยานัญญานิ กะตานิ เม
เตสัญจะ ภาคิโน โหนตุ สัตตานันตาปปะมาณะกา
สัตว์ทั้งหลาย ไม่มีที่สุด,ไม่มีประมาณ จงมีส่วนแห่งบุญที่ข้าพเจ้า ได้ทำในบัดนี้ และแห่งบุญอื่นที่ได้ทำไว้ก่อนแล้ว
เย ปิยา คุณะวันตา จะ มัยหัง มาตาปิตาทะโย
ทิฏฐา เม จาปปะยะทิฏฐา วา อัญเญ มัชฌัตตะเวริโน
คือจะเป็นสัตว์เหล่าใด ซึ่งเป็นที่รักใคร่และมีบุญคุณ เช่น มารดา บิดาของข้าพเจ้าเป็นต้นก็ดี ที่ข้าพเจ้าเห็นแล้ว หรือไม่ได้เห็นก็ดี
สัตว์เหล่าอื่น ที่เป็นกลางๆ หรือเป็นคู่เวรกันก็ดี
สัตตา ติฏฐันติ โลกัสสะมิง เต ภุมมา จะตุโยนิกา
ปัญเจกะจะตุโวการา สังสะรันตา ภะวาภะเว
สัตว์ทั้งหลาย ตั้งอยู่ในโลก อยู่ในภูมิทั้งสาม อยู่ในกำเนิดทั้งสี่ มีขันธ์ห้าขันธ์ มีขันธ์ขันธ์เดียว มีขันธ์สี่ขันธ์ กำลังท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ก็ดี
ญาตัง เย ปัตติทานัง เม อะนุโมทันตุ เต สะยัง
เย จิมัง นัปปะชานันติ เทวา เตสัง นิเวทะยุง
สัตว์เหล่าใด รู้ส่วนบุญที่ข้าพเจ้าแผ่ให้แล้ว สัตว์เหล่านั้นจงอนุโมทนา เองเถิด ส่วนสัตว์เหล่าใดยังไม่รู้ส่วนบุญนี้ ขอเทวดาทั้งหลายจงบอก สัตว์เหล่านั้นให้รู้,
มะยา ทินนานะ ปุญญานัง อะนุโมทะนะเหตุนา
สัพเพ สัตตา สะทา โหนตุ อะเวรา สุขะชีวิโน
เขมัปปะทัญจะ ปัปโปนตุ เตสาสา สิชฌะตัง สุภา
เพราะเหตุที่ได้อนุโมทนาส่วนบุญที่ข้าพเจ้าแผ่ให้แล้ว สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงเป็นผู้ไม่มีเวร อยู่เป็นสุขทุกเมื่อ จงถึงบทอันเกษม กล่าวคือพระนิพพาน ความปรารถนาที่ดีงามของสัตว์เหล่านั้น จงสำเร็จเถิด
![]()
(คาบูชาพระ และปุพพภาคนมการ ใช้อย่างเดียวกับคาทาวัตรเช้า)
พุทธานุสสติ
(หันทะ มะยัง พุทธานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส)
ตัง โข ปะนะ ภะคะวันตัง เอวัง กัลละยาโณ กิตติสัทโท อัพภุคคะโต
ก็กิตติศัพท์อันงามของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ได้ฟุ้งไปแล้ว อย่างนี้ว่า
อิติปิ โส ภะคะวา เพราะเหตุอย่างนี้ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น
อะระหัง เป็นผู้ไกลจากกิเลส
สัมมาสัมพุทโธ เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
วิชชาจะระณะสัมปันโน เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ
สุคะโต เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี
โลกะวิทู เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง
อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่าง ไม่มีใครยิ่งกว่า
สัตถา เทวะมะนุสสานัง เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
พุทโธ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม
ภะคะวา ติ เป็นผู้มีความจำเริญ จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์ ดังนี้พุทธาภิคีติ
( หันทะ มะยัง พุทธาภิคีติง กะโรมะ เส )พุทธะวาระหันตะวะระตาทิคุณาภิยุตโต
พระพุทธเจ้าประกอบด้วยคุณ มีความ ประเสริฐแห่งอรหันตคุณเป็นต้น
สุทธาภิ ญาณะกะรุณาหิ สะมาคะตัตโต
มีพระองค์อันประกอบด้วยพระญาณ และ พระกรุณาอันบริสุทธิ์
โพเธสิ โย สุชะนะตัง กะมะลังวะ สูโร
พระองค์ใด ทรงกระทำชนที่ดีให้เบิกบาน ดุจอาทิตย์ทำบัวให้บาน
วันทามะหัง ตะมะระณัง สิระสา ชิเนนทัง
ข้าพเจ้าไหว้พระชินสีห์ ผู้ไม่มีกิเลส พระองค์นั้น ด้วยเศียรเกล้า
พุทโธ โย สัพพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง
พระพุทธเจ้าพระองค์ใด เป็นสรณะอัน เกษมสูงสุด ของสัตว์ทั้งหลาย
ปะฐะมานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง
ข้าพเจ้าไหว้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น อันเป็นที่ตั้ง แห่งความระลึกองค์ที่หนึ่ง ด้วยเศียรเกล้า
พุทธัสสาหัสมิ ทาโส (ทาสี) วะ พุทโธ เม สามิกิสสะโร
ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นนาย มีอิสระเหนือข้าพเจ้า
พุทโธ ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม
พระพุทธเจ้าเป็นเครื่องกำจัดทุกข์ และทรงไว้ ซึ่งประโยชน์แก่ข้าพเจ้า
พุทธัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตัญจิทัง
ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้ แด่พระพุทธเจ้า
วันทัน โตหัง (ตีหัง) จะริสสามิ พุทธัสเสวะสุโพธิตัง,
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตาม ซึ่งความตรัสรู้ดีของพระพุทธเจ้า,
นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง พุทโธ เม สะระณัง วะรัง
สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระพุทธเจ้าเป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สัตถุสาสะเน
ด้วยการกล่าวคำสัจจ์นี้ ข้าพเจ้าพึงเจริญใน พระศาสนาของพระศาสดา
พุทธัง เม วันทะมาเนนะ (มานายะ) ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งพระพุทธเจ้า ได้ขวนขวายบุญใด ในบัดนี้
สัพเพปิ อันตะรายา เม มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา
อันตรายทั้งปวง อย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า ด้วยเดชแห่งบุญนั้น (หมอบกราบลงแล้วว่า)
กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี
พุทเธ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้า
พุทโธ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง ขอพระพุทธเจ้า จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น
กาลันตะเร สังวะริตุง วะ พุทเธ เพื่อการสำรวมระวังในพระพุทธเจ้า ในกาลต่อไปธัมมานุสสติ
(หันทะ มะยัง ธัมมานุสสตินะยัง กะโรมะ เส)สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม พระธรรม เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสไว้ดีแล้ว
สันทิฏฐิโก เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง
อะกาลิโก เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล
เอหิปัสสิโก เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด
โอปะนะยิโก เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว
ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน ดังนี้ธัมมาภิคีติ
( หันทะ มะยัง ธัมมาภิคีติง กะโรมะ เส )สะวากขาตะตาทิคุณะโยคะวะเสนะเสยโย
พระธรรม เป็นสิ่งที่ประเสริฐ เพราะ ประกอบด้วยคุณ คือความที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว เป็นต้น
โย มัคคะปากะปะริยัตติวิโมกขะเภโท
เป็นธรรมอันจำแนกเป็น มรรค ผล ปริยัติ และนิพพาน
ธัมโม กุโลกะปะตะนา ตะทะธาริธารี
เป็นธรรมทรงไว้ซึ่งผู้ทรงธรรม จากการตกไป สู่โลกที่ชั่ว
วันทามะหัง ตะมะหะรัง วะระธัมมะเมตัง
ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมอันประเสริฐนั้น อันเป็นเครื่องขจัดเสียซึ่งความมืด
ธัมโม โย สัพพะปาณีณัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง
พระธรรมใด เป็นสรณะอันเกษมสูงสุด ของสัตว์ทั้งหลาย
ทุติยานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง
ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมนั้น อันเป็นที่ตั้งแห่ง ความระลึกองค์ที่สอง ด้วยเศียรเกล้า
ธัมมัสสาหัสสะมิ ทาโส (ทาสี) วะ ธัมโม เม สามิกิสสะโร
ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระธรรม พระธรรมเป็นนายมีอิสระเหนือข้าพเจ้า
ธัมโม ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิ ตัสสะ เม
พระธรรมเป็นเครื่องกำจัดทุกข์และทรงไว้ ซึ่งประโยชน์แก่ข้าพเจ้า
ธัมมัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตัญจิทัง
ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้ แด่พระธรรม
วันทันโตหัง (ตีหัง) จะริสสามิ ธัมมัสเสวะ สุธัมมะตัง
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตาม ซึ่งความเป็นธรรมดีของพระธรรม
นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง ธัมโม เม สะระณัง วะรัง
สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระธรรมเป็น สรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สัตถุสาสะเน
ด้วยการกล่าวคำสัจจ์นี้ ข้าพเจ้าพึงเจริญ ในพระศาสนาของพระศาสดา
ธัมมัง เม วันทะมาเนนะ (มานายะ) ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งพระธรรม ได้ขวนขวายบุญใดในบัดนี้
สัพเพปิ อันตะรายา เม มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา
อันตรายทั้งปวง อย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า ด้วยเดชแห่งบุญนั้น (หมอบกราบลงแล้วว่า)
กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี
ธัมเม กุกัมมัง ปะกะตัง มะยายัง ธรรมน่าติเตียนอันใดที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว ในพระธรรม
ธัมโม ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง ขอพระธรรม จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น
กาลันตะเร สังวะริตุง วะ ธัมเม เพื่อการสำรวมระวัง ในพระธรรมในกาลต่อไปสังฆานุสสติ
( หันทะ มะยัง สังฆานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส )สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติดีแล้ว
อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติตรงแล้ว
ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว
สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติสมควรแล้ว
ยะทิทัง ได้แก่บุคคลเหล่านี้ คือ
จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะปุริสะ ปุคคะลา คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่นับเรียงตัวบุรุษได้ ๘ บุรุษ
เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ นั่นแหละสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า
อาหุเนยโย เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา
ปาหุเนยโย เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ
ทักขิเณยโย เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน
อัญชะลีกะระณีโย เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี
อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่น ยิ่งกว่า ดังนี้(สังฆาภิคีติ)
( หันทะ มะยัง สังฆาภิคีติง กะโรมะ เส )สัทธัมมะโช สุปะฏิปัตติคุณาทิยุตโต
พระสงฆ์ที่เกิดโดยพระสัทธรรมประกอบ ด้วยคุณมีความปฏิบัติดีเป็นต้น
โยฏฐัพพิโธ อะริยะปุคคะละสังฆะเสฏโฐ
เป็นหมู่แห่งพระอริยบุคคลอันประเสริฐ แปดจำพวก
สีลาทิธัมมะปะวะราสะยะกายะจิตโต
มีกายและจิตอันอาศัยธรรมมีศีลเป็นต้น อันบวร
วันทามะหัง ตะมะริยานะคะณัง สุสุทธัง
ข้าพเจ้าไหว้หมู่แห่งพระอริยะเจ้าเหล่านั้น อันบริสุทธิ์ด้วยดี
สังโฆ โย สัพพะปาณีณัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง
พระสงฆ์หมู่ใด เป็นสรณะอันเกษมสูงสุด ของสัตว์ทั้งหลาย
ตะติยานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง
ข้าพเจ้าไหว้พระสงฆ์หมู่นั้น อันเป็นที่ตั้ง แห่งความระลึกองค์ที่สามด้วยเศียรเกล้า
สังฆัสสาหัสมิ ทาโส (ทาสี) วะ สังโฆ เม สามิกิสสะโร
ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระสงฆ์ พระสงฆ์ เป็นนาย มีอิสระเหนือข้าพเจ้า
สังโฆ ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม
พระสงฆ์เป็นเครื่องกำจัดทุกข์ และทรงไว้ ซึ่งประโยชน์แก่ข้าพเจ้า
สังฆัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตัญจิทัง
ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้แด่พระสงฆ์
วันทันโตหัง (ตีหัง) จะริสสามิ สังฆัสโสปะฏิปันนะตัง
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตาม ซึ่งความปฏิบัติดีของพระสงฆ์,
นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง สังโฆ เม สะระณัง วะรัง
สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระสงฆ์ เป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สัตถุสาสะเน
ด้วยการกล่าวคำสัจจ์นี้ ข้าพเจ้าพึง เจริญในพระศาสนาของพระศาสดา
สังฆัง เม วันทะมาเนนะ (มานายะ) ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งพระสงฆ์ ได้ขวนขวายบุญใด ในบัดนี้
สัพเพปิ อันตะรายา เม มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา,
อันตรายทั้งปวง อย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า ด้วยเดชแห่งบุญนั้น, (หมอบกราบลงแล้วว่า)
กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี
สังเฆ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้า กระทำแล้วในพระสงฆ์
สังโฆ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง ขอพระสงฆ์จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น
กาลันตะเร สังวะริตุง วะ สังเฆ เพื่อการสารวมระวังในพระสงฆ์ ในกาลต่อไปบทกรวดน้ำตอนเย็น
อุททิสสนาธิฏฐานคาถา
( หันทะ มะยัง อุททิสสะนาธิฏฐานะคาถาโย ภะณามะ เส )อิมินา ปุญญะกัมเมนะ ด้วยบุญนี้อุทิศให้
อุปัชฌายา คุณุตตะรา อุปัชฌาย์ ผู้เลิศคุณ
อาจะริยูปะการา จะ และอาจารย์ ผู้เกื้อหนุน
มาตา ปิตา จะ ญาตะกา ทั้งพ่อแม่ และปวงญาติ
สุริโย จันทิมา ราชา สูรย์จันทร์ และราชา
คุณะวันตา นะราปิ จะ ผู้ทรงคุณ หรือสูงชาติ
พรัหมะมารา จะ อินทา จะ พรหมมาร และอินทราช
โลกะปาลา จะ เทวะตา ทั้งทวยเทพ และโลกบาล
ยะโม มิตตา มะนุสสา จะ ยมราช มนุษย์มิตร
มัชฌัตตา เวริกาปิ จะ ผู้เป็นกลาง ผู้จ้องผลาญ
สัพเพ สัตตา สุขี โหนตุ ขอให้เป็นสุขศานติ์ ทุกทั่วหน้าอย่าทุกข์ทน
ปุญญานิ ปะกะตานิ เม บุญผองที่ข้าทา จงช่วยอำนวยศุภผล
สุขัง จะ ติวิธัง เทนตุ ให้สุข สามอย่างล้น
ขิปปัง ปาเปถะ โวมะตัง, ให้ลุถึง นิพพานพลัน,*
อิมินา ปุญญะกัมเมนะ ด้วยบุญนี้ ที่เราทำ
อิมินา อุททิเสนะ จะ และอุทิศ ให้ปวงสัตว์
ขิปปาหัง สุละเภ เจวะ เราพลันได้ ซึ่งการตัด
ตัณหุปาทานะเฉทะนัง, ตัวตัณหา อุปาทาน,
เย สันตาเน หินา ธัมมา สิ่งชั่ว ในดวงใจ
ยาวะ นิพพานะโต มะมัง กว่าเราจะถึงนิพพาน
นัสสันตุ สัพพะทา เยวะ มลายสิ้นจากสันดาน
ยัตถะ ชาโต ภะเว ภะเว ทุกๆ ภพ ที่เราเกิด
อุชุจิตตัง สะติปัญญา มีจิตตรงและสติ ทั้งปัญญาอันประเสริฐ
สัลเลโข วิริยัมหินา พร้อมทั้งความเพียรเลิศ เป็นเครื่องขูด กิเลสหาย
มารา ละภันตุ โนกาสัง โอกาสอย่าพึงมี แก่หมู่มารสิ้นทั้งหลาย
กาตุญจะ วิริเยสุ เม เป็นช่องประทุษร้าย ทำลายล้างความเพียรจม
พุทธาทิปะวะโร นาโถ พระพุทธผู้บวรนาถ
ธัมโม นาโถ วะรุตตะโม พระธรรมที่พึ่งอุดม
นาโถ ปัจเจกพุทโธ จะ พระปัจเจกพุทธสม
สังโฆ นาโถตตะโร มะมัง ทบพระสงฆ์ที่พึ่งผยอง
เตโสตตะมานุภาเวนะ ด้วยอานุภาพนั้น
มาโรกาสัง ละภันตุ มา ขอหมู่มารอย่าได้ช่อง
ทะสะปุญญานุภาเวนะ ด้วยเดชบุญ ทั้งสิบป้อง
มาโรกาสัง ละภันตุ มา. อย่าเปิดโอกาสแก่มาร เทอญ,
ปัพพชิตอภิณหปัจจเวกขรปาฐะ
(หันทะ มะยัง ปัพพะชิตะอะภิณหะปัจจะเวกขะระปาบัง ภะณามะ เส )
ทะสะ อิเม ภิกขะเว ธัมมา,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ธรรมทั้ง ๑๐ ประการนี้ มีอยู่,
ปัพพะชิเตนะ อะภิณหัง ปัจจะเวขิตัพพา,
เป็นธรรมที่ บรรพชิตควรพิจารณาโดยแจ่มชัดอยู่เนืองนิจ,
กะตะเม ทะสะ, ธรรมทั้งหลาย ๑๐ ประการนั้น เป็นอย่างไรเล่า,
สะมะณะสัญญา
สะมะณา สะมะณาติ โว ภิกขะเว ชะโน สัญชานาติ,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, มหาชน, เขาย่อมรู้จักเธอทั้งหลายว่าสมณะ ๆ (ผู้สงบ ๆ) ดังนี้,
ตุมเห จะ ปะนะ, ก็และเธอทั้งหลายเล่า,
เก ตุมเหติ ปุฏฐา สะมานา, เมื่อถูกถามว่าท่านเป็นอะไร,
สะมะณัมหาติ ปะฏิชานาถะ, พวกเธอก็ย่อมปฏิญญาว่า เราเป็นสมณะ,
เตสัง โว ภิกขะเว เอวังสะมัญญานัง สะตัง,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เมื่อพวกเธอนั้นมีชื่อว่าสมณะอยู่อย่างนี้,
เอวังปะฏิญญานัง สะตัง, ทั้งปฏิญญาตัวว่าเป็นสมณะอยู่อย่างนี้,
ยา สะมะณะสามีจิปะฏิปทา, ข้อปฏิบัติอย่างใด, เป็นความสมควรแก่สมณะ,
ตัง ปะฏิปะทังปะฏิปัชชิสสามะ, เราจักปฏิบัติซึ่งข้อปฏิบัติอย่างนั้น,
เอวังโน, เมื่อความปฏิบัติของเราอย่างนี้มีอยู่,
อะยัง อัมหากัง สะมัญญา จะ สัจจา ภะวิสสะติ ปะฏิญญา จะ ภูตา,
ทั้งชื่อ ทั้งความปฏิญญาของเรานี้ก็จะเป็นจริงได้,
เยสัญจะ มะยัง จีวะระ ปิณฑะปาตะ เสนาสะนะ คิลานะปัจจะยะ เภสัชชะปริกขาเร ปะริภุญชามะ,
อนึ่ง, เราบริโภคจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ, และคิลานะปัจจยะ เภสัชชะบริขารของทายกเหล่าใด,
เตสันเต การา อัมเหสุ มะหัปผะลา ภะวิสสันติ มะหานิสังสา,
ความอุปการะเหล่านั้นของเขาในเราทั้งหลาย, ก็จักมีผลใหญ่, มีอานิสงส์ใหญ่,
อัมหากัญเจวายัง ปัพพัชชา อะวัญฌา ภะวิสสะติ,
อนึ่ง การบรรพชาของเราก็จักไม่เป็นหมันเหมือนกัน,
สะผะลา สะอุทระยาติ, จักเป็นไปกับด้วยผล, เป็นไปกับด้วยกำไรดังนี้,
เอวัญหิ โว ภิกขเว สิกขิตัพพัง,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เธอทั้งหลาย, พึงศึกษาสำเหนียกอย่างนี้แล ฯสังเวคอิธชีวิตคาถา
( หันทะ มะยัง สังเวคะอิธะชีวิตะคาถาโย ภะณามะ เส )อัปปะมายุ มะนุสสานัง หิเฬยยะนัง สุโปริโส,
อายุของหมู่มนุษย์นี้น้อยนัก ผู้ใคร่คุณงามความดีพึงดูหมิ่น อายุที่น้อยนิดนี้,
จะเรยยะ ทิตตะสีโสวะ นัตถิ มัจจุสสะ นาคะโย,
พึงรีบประพฤติตนให้เหมือนคนถูกไฟไหม้บนศีรษะเถิด, เพราะความตายจะไม่มาถึงเรานั้นไม่มี,
อัจจะยันติ อะโหรัตตา ชีวิตัง อุปะรุชฌะติ,
วันคืนก็ล่วงเลยไป, ชีวิตก็ใกล้สู่ความตาย,
อายุขียะติ มัจจานัง กุนนะทีนัง วา อุทะกันติ,
อายุของสัตว์ทั้งหลายย่อมสิ้นไป, เหมือนน้ำในแม่น้ำน้อยไหลบ่อยๆ ย่อมหมดสิ้นไป,
นะ เหวะ ติฏฐัง นาสีนัง นะ สะยานัง นะ ปัตถะคุง,
อายุสังขารจะพลอยประมาทไปกับมนุษย์ที่ยืน เดิน นั่ง นอนอยู่ก็หาไม่,
ตัสสะมา อิธะ ชีวิตะ เส เส, เพราะเหตุนั้นแล, ชีวิตที่ยังเหลืออยู่นี้
กิจจะกะโร สิยา นะโร นะ จะ มัชเชติ, พึงรีบกระทำความดีตามหน้าที่ของตนอย่าได้ประมาทเลย,
อิติ. ด้วยประการฉะนี้แล.ธัมมปริยายะ
( หันทะ มะยัง ธัมมะปะริยายะ คาถาโย ภะณามะ เส )สัพเพ สัตตา มะริสสันติ มะระณันตัง หิ ชีวิตัง,
สัตว์ทั้งหลายทั้งสิ้นจักต้องตาย, เพราะชีวิตนี้มีความตายเป็นที่สุดรอบ,
ชะรังปิ ปัตตะวา มะระณัง เอวัง ธัมมา หิ ปาณิโน,
แม้จะอยู่ได้ถึงชราก็ต้องตาย, เพราะสัตว์ทั้งหลาย, ย่อมเป็นอย่างนี้ตามธรรมดา,
ยะมะกัง นามะรูปัญจะ อุโภ อัญโญญะนิสสะสิตา,
ก็นามและรูป คือกายกับใจ, ย่อมอาศัยกันอยู่เป็นของคู่กัน,
เอกัสสะมิง ภิชชะมานัสสะมิง อุโภ ภิชชันติ ปัจจะยาติ,
เมื่อฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งแตกสลาย, ทั้งสองฝ่ายก็สลายไปด้วยกัน,
ยะถาปิ อัญญะตะรัง พีชัง เขตเต วุตตัง วิรูหะติ,
เปรียบเหมือนพืชอย่างใดอย่างหนึ่ง, ที่หว่านลงแล้วในพื้นแผ่นดิน, ยอมงอกขึ้นได้,
ปะฐะวีระสัญจะ อาคัมมะ สิเนหัญจะ ตะทูภะยัง,
เพราะอาศัยรสแห่งแผ่นดิน, และเชื้อในยางแห่งพืชนั้นๆ,
เอวัง ขันธา จะ ธาตุโย ฉะ จะ อายะตะนา อิเม,
ขันธ์ทั้งห้าและธาตุทั้งหลาย, พร้อมทั้งอายะตะนะทั้งหกนี้ก็เหมือนกัน,
เหตุง ปะฏิจจะ สัมภูตา เหตุภังคา นิรุชฌะเร,
อาศัยเหตุจึงเกิดขึ้นได้, เมื่อเหตุนั้นแตกสลายก็ย่อมดับไป,
ยะถา หิ อังคะสัมภารา โหติ สัทโท ระโถ อิติ,
เปรียบเหมือนการประกอบชิ้นส่วนของรถเข้าด้วยกัน, คำเรียกว่ารถก็มีขึ้นได้,
เอวัง ขันเธสุ สันเตสุ โหติ สัตโตติ สัมมะติ,
เมื่อขันธ์ทั้งห้ายังมีอยู่ก็เหมือนกัน, คำสมมติว่าคนและสัตว์ก็มีขึ้นได้,
อุโภ ปุญญัญจะ ปาปัญจะ ยัง มัจโจ กุรุเต อิธะ,
เมื่อผู้ที่ตายไป, ทำบุญและบาปใดๆ ในโลกนี้แล้ว,
ตัญหิ ตัสสะ สะกัง โหติ ตัญจะ อาทายะ คัจฉะติ,
บุญและบาปนั้นแล, ย่อมเป็นของ ของเขาผู้นั้นโดยแท้, เขาย่อมได้รับบุญและบาปนั้นแน่นอน,
ตัญจัสสะ อะนุคัง โหติ ฉายาวะ อะนุปายินี,
บุญและบาปนั้น, ย่อมติดตามเขาไป, เหมือนเงาตามตัวเขาไปฉันนั้น,
สัทธายะ สีเลนะ จะ โย ปะวัฑฒะติ, ผู้ใดเจริญด้วยศีลและมีศรัทธา,
ปัญญายะ จาเคนะ สุเตนะ จู ภะยัง, เป็นผู้มีปัญญา สดับศึกษาในการเสียสละ,
โส ตาทิโส สัปปุริโส วิจักขะโน, บุคคลผู้เป็นสัตบุรุษ เป็นผู้เฉียบแหลมเช่นนั้น
อาทียะติ สาระมิทเธวะ อัตตะโน,
ย่อมเป็นผู้ถือเอาประโยชน์แห่งตน, ในโลกนี้ไว้ได้โดยแท้,
อัชเชวะ กิจจะมาตัปปัง โก ชัญญา มะระณัง สุเว,
ความพากเพียรในสิ่งดีงาม, เป็นกิจที่ต้องทำในวันนี้ ใครจะรู้ความตายแม้พรุ่งนี้,
นะ หิ โน สังคะรันเตนะ มะหาเสเนนะ มัจจุนา,
เพราะการผัดเพี้ยงต่อมัจจุราชซึ่งมีเสนามาก, ย่อมไม่มีสำหรับเรา,
เอวัมภูเตสุ เปยเตสุ สาธุ ตัตถาชฌุเปกขะนา,
เมื่อสังขารเหล่านั้นต้องเป็นอย่างนี้แน่นอน, การวางเฉยในสังขารเสียได้ ย่อมเป็นการดี,
อะปิ เตสัง นิโรธายะ ปะฏิปัตตะยาติ สาธุกา,
อนึ่ง การปฏิบัติเพื่อดับสังขารเสียได้ ยิ่งเป็นการดี,
สัพพัง สัมปาทะนียัญหิ อัปปะมาเทนะ สัพพะทาติ.
กิจทั้งสิ้นนี้จะพึงบำเพ็ญให้บริบูรณ์ได้, ด้วยความไม่ประมาททุกเมื่อเท่านั้นแล ดังนี้.โอวาทปาติโมกขคาถา
(หันทะ มะยัง โอวาทะปาติโมกขะคาถาโย ภะณามะ เส)สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง การไม่ทำบาปทั้งปวง
กุสะลัสสูปะสัมปะทา การทำกุศลให้ถึงพร้อม
สะจิตตะปะริโยทะปะนัง การชำระจิตของตนให้ขาวรอบ
เอตัง พุทธานะสาสะนัง ธรรม ๓ อย่างนี้ เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.
ขันตี ปะระมัง ตะโป ตีติกขา ขันติ คือความอดกลั้น เป็นธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง
นิพพานัง ปะระมัง วะทันติ พุทธา ผู้รู้ทั้งหลาย กล่าวพระนิพพานว่าเป็นธรรมอันยิ่ง
นะ หิ ปัพพะชิโต ปะรูปะฆาตี ผู้กำจัดสัตว์อื่นอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิตเลย
สะมะโณ โหติ ปะรัง วิเหฐะยันโต ผู้ทำสัตว์อื่นให้ลำบากอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย
อะนูปะวาโท อะนูปะฆาโต การไม่พูดร้าย การไม่ทำร้าย
ปาฏิโมกเข จะ สังวะโร การสำรวมในปาติโมกข์
มัตตัญญุตา จะ ภัตตัส์มิง ความเป็นผู้รู้ประมาณในการบริโภค
ปันตัญจะ สะยะนาสะนัง การนอน การนั่ง ในที่อันสงัด
อะธิจิตเต จะ อาโยโค การหมั่นประกอบในการทำจิตให้ยิ่ง
เอตัง พุทธานะสาสะนัง ธรรม ๖ อย่างนี้ เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.ภัทเทกรัตตคาถา
(หันทะ มะยัง ภัทเทกะรัตตะคาถาโย ภะณามะ เส)อะตีตัง นาน๎วาคะเมยยะ นัปปะฏิกังเข อะนาคะตัง
บุคคลไม่ควรตามคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วด้วยอาลัย, และไม่พึงพะวงถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง
ยะทะตีตัมปะหีนันตัง อัปปัตตัญจะ อะนาคะตัง
สิ่งเป็นอดีตก็ละไปแล้ว, สิ่งเป็นอนาคตก็ยังไม่มา
ปัจจุปปันนัญจะ โย ธัมมัง ตัตถะ ตัตถะ วิปัสสะติ, อะสังหิรัง อะสังกุปปัง ตัง วิทธา มะนุพ๎รูหะเย
ผู้ใดเห็นธรรมอันเกิดขึ้นเฉพาะหน้าที่นั้นๆ อย่างแจ่มแจ้ง, ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน,
เขาควรพอกพูนอาการเช่นนั้นไว้
อัชเชวะ กิจจะมาตัปปัง โก ชัญญา มะระณัง สุเว
ความเพียรเป็นกิจที่ต้องทำวันนี้, ใครจะรู้ความตายแม้พรุ่งนี้
นะ หิ โน สังคะรันเตนะ มะหาเสเนนะ มัจจุนา
เพราะการผัดเพี้ยนต่อมัจจุราชซึ่งมีเสนามากย่อมไม่มีสำหรับเรา
เอวัง วิหาริมาตาปิง อะโหรัตตะมะตันทิตัง, ตัง เว ภัทเทกะรัตโตติ สันโต อาจิกขะเต มุนิ
มุนีผู้สงบย่อมกล่าวเรียกผู้มีความเพียรอยู่เช่นนั้น, ไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันกลางคืนว่า, "ผู้เป็นอยู่แม้เพียงราตรีเดียว ก็น่าชม"เขมาเขมสรณทีปิกคาถา
(หันทะ มะยัง เขมาเขมะสะระณะทีปิกคาถาโย ภะณามะ เส)พะหุง เว สะระณัง ยันติ ปัพพะตานิ วะนานิ จะ
อารามะรุกขะเจตะยานิ มะนุสสา ภะยะตัชชิตา
มนุษย์เป็นอันมาก เมื่อเกิดมีภัยคุกคามเเล้ว ก็ถือเอาภูเขาบ้าง ป่าไม้บ้าง
อารามและรุกขเจดีย์บ้างเป็นสรณะ
เนตัง โข สะระณัง เขมัง เนตัง สะระณะมุตตะมัง
เนตัง สะระณะมาคัมมะ สัพพะทุกขา ปะมุจจะติ
นั่น มิใช่สรณะอันเกษมเลย นั่นมิใช่สรณะอันสูงสุดเขาอาศัยสรณะนั่นแล้ว
ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้,
โย จะ พุทธัญจะ ธัมมัญจะ สังฆัญจะ สะระณัง คะโต
จัตตาริ อะริยะสัจจานิ สัมมัปปัญญายะ ปัสสะติ
ส่วนผู้ใดถือเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะแล้ว เห็นอริยสัจจ์
คือความจริงอันประเสริฐสี่ด้วยปัญญาอันชอบ
ทุกขัง ทุกขะสะมุปปาทัง ทุกขัสสะ จะ อะติกกะมัง
อะริยัญจัฏฐังคิกัง มัคคัง ทุกขูปะสะมะคามินัง
คือเห็นความทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความก้าวล่วงทุกข์เสียได้ และหนทาง
มีองค์แปดอันประเสริฐเครื่องถึงความระงับทุกข์
เอตัง โข สะระณัง เขมัง เอตัง สะระณะมุตตะมัง
เอตัง สะระณะมาคัมมะ สัพพะทุกขา ปะมุจจะติ
นั่นแหละเป็นสรณะอันเกษม นั่นเป็นสรณะอันสูงสุด เขาอาศัยสรณะ นั่นแล้ว
ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้(อริยธนคาถา)
(หันทะ มะยัง อะริยะธะนะคาถาโย ภะณามะ เส)ยัสสะ สัทธา ตะถาคะเต อะจะลา สุปะติฏฐิตา
ศรัทธาในพระตถาคตของผู้ใด ตั้งมั่นอย่างดี ไม่หวั่นไหว
สีลัญจะ ยัสสะ กัลละยาณัง อะริยะกันตัง ปะสังสิตัง
และศีลของผู้ใดงดงาม เป็นที่สรรเสริญที่พอใจ ของพระอริยเจ้า
สังเฆ ปะสาโท ยัสสัตถิ อุชุภูตัญจะ ทัสสะนัง
ความเลื่อมใสของผู้ใดมีในพระสงฆ์ และความเห็นของผู้ใดตรง
อะทะฬิทโทติ ตัง อาหุ อะโมฆันตัสสะ ชีวิตัง
บัณฑิตกล่าวเรียกเขาผู้นั้นว่า คนไม่จน ชีวิตของเขาไม่เป็นหมัน
ตัสสะมา สัทธัญจะ สีลัญจะ ปะสาทัง ธัมมะทัสสะนัง
อะนุยุญเชถะ เมธาวี สะรัง พุทธานะสาสะนัง
เพราะเหตุนั้นแล เมื่อระลึกได้ถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอยู่ ผู้มีปัญญา
ควรพอกพูนศรัทธา ศีล ความเลื่อมใส เเละความเป็นธรรมให้เนื่อง ๆ(ติลักขณาทิคาถา)
( หันทะ มะยัง ติลักขณาทิคาถาโย ภะณามะ เส )สัพเพ สังขารา อะนิจจาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ
เมื่อใด บุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง
อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา
เมื่อนั่น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกที่ตนหลง นั่นแหละเป็นทางแห่ง พระนิพพาน อันเป็นธรรมหมดจด
สัพเพ สังขารา ทุกขาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ
เมื่อใด บุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์
อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา
เมื่อนั้นย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่ตนหลง นั่นแหละ เป็นทางแห่ง
พระนิพพาน อันเป็นธรรมหมดจด
สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ
เมื่อใด บุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา,
อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา
เมื่อนั้นย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่ตนหลง นั่นเเหละ เป็นทาง
เเห่งพระนิพพาน อันเป็นธรรมหมดจด
อัปปะกา เต มะนุสเสสุ เย ชะนา ปาระคามิโน
ในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย ผู้ที่ถึงฝั่งแห่งพระนิพพานมีน้อยนัก
อะถายัง อิตะรา ปะชา ตีระเมวานุธาวะติ
หมู่มนุษย์นอกนั้น ย่อมวิ่งเลาะอยู่ตามฝั่งในนี้เอง
เย จะ โข สัมมะทักขาเต ธัมเม ธัมมานุวัตติโน
ก็ชนเหล่าใดประพฤติสมควรเเก่ธรรม ในธรรมที่ตรัสไว้ชอบเเล้ว
เต ชะนา ปาระเมสสันติ มัจจุเธยยัง สุทุตตะรัง
ชนเหล่านั้นจักถึงฝั่งพระนิพพาน ข้ามพ้นบ่วงเเห่งมัจจุที่ข้ามได้ยากนัก
กัณหัง ธัมมัง วิปปะหายะ สุกกัง ภาเวถะ ปัณฑิโต
จงเป็นบัณฑิตละธรรมดำเสีย แล้วเจริญธรรมขาว
โอกา อะโนกะมาคัมมะ วิเวเก ยัตถะ ทูระมัง
ตัตราภิระติมิจเฉยยะ หิตตะวา กาเม อะกิญจะโน
จงมาถึงที่ไม่มีน้ำ จากที่มีน้ำ จงละกามเสีย เป็นผู้ไม่มีความกังวล จงยินดีเฉพาะต่อพระนิพพาน อันเป็นที่สงัด ซึ่งสัตว์ยินดีได้โดยยากภารสุตตคาถา
(หันทะ มะยัง ภาระสุตตะคาถาโย ภะณามะ เส)ภารา หะเว ปัญจักขันธา ขันธ์ทั้งห้า เป็นของหนักเน้อ
ภาระหาโร จะ ปุคคโล บุคคลแหละ เป็นผู้แบกของหนักพาไป
ภาราทานัง ทุกขัง โลเก การแบกถือของหนักเป็นความทุกข์ในโลก
ภาระนิกเขปะนัง สุขัง การสลัดของหนัก ทิ้งลงเสีย เป็นความสุข
นิกขิปิตวา คุรุง ภารัง พระอริยเจ้า สลัดทิ้งของหนักลงเสียแล้ว
อัญญัง ภารัง อะนาทิยะ ทั้งไม่หยิบฉวยเอาของหนักอันอื่นขึ้นมาอีก
สะมูลัง ตัณหัง อัพพุยหะ ก็เป็นผู้ถอนตัณหาขึ้นได้กระทั่งราก
นิจฉาโต ปะรินิพพุโต เป็นผู้หมดสิ่งปรารถนา ดับสนิทไม่มีส่วนเหลือ.อรัญญสุตตคาถา
(หันทะ มะยัง อะรัญญะสุตตะปาฐัง ภะณามะ เส)ปัญจะหิ ภิกขะเว ธัมเมหิ สะมันนาคะโต , ภิกขู อานาปานะสะติง พะหุลีกะโรนโต นะ จิรัสเสวะ
อะกุปปัง ปะฏิวิชฌะติ,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรมห้าประการ ทำให้มากซึ่งอานาปานสติกัมมัฏฐานอยู่ ย่อมแทงตลอดธรรมที่ไม่กำเริบต่อกาลไม่นานนัก,
กะตะเมหิ ปัญจะหิ, ธรรมห้าประการอย่างไรเล่า,
อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ภิกษุในธรรมวินัยนี้,
อัปปัฏโฐ โหติ, เป็นผู้มีธุระน้อย,
อัปปะกิจโจ โหติ, เป็นผู้มีกิจน้อย,
สุภะโร, เป็นผู้เลี้ยงง่าย,
สุสันโต โส ชีวิตะปะริกขาเรสุ, เป็นผู้มีความยินดียิ่งในบริขารแห่งชีวิต,
อัปปะหาโร โหติ, เป็นผู้มีอาหารน้อย,
อะโน ทะริกัตตัง อะนุยุตโต, ประกอบความเป็นผู้ไม่เห็นแก่ปากแก่ท้อง,
อัปปะมิทโธ โหติ, ย่อมเป็นผู้มีความง่วงนอนน้อย,
ชาคะริยัง อะนุยุตโต, ประกอบความเพียรเป็นผู้ตื่นอยู่,
อะรัญญะโก โหติ, ย่อมเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร,
ปันตะเสนาสะโน, เป็นผู้อยู่ในเสนาสนะอันสงัด,
ยะถาวิมุตตัง จิตตัง ปัจจะเวกขะติ, ย่อมพิจารณาตามจิตที่หลุดพ้น,
อิเม โข ภิกขะเว ปัญจะหิ ภิกขะเว ธัมเมหิ สะมันนาคะโต,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรมห้าประการ,
ภิกขู อานาปานะสะติง พะหุลีกะโรนโต, ทำให้มากซึ่งอานาปานสติกัมมัฏฐานอยู่,
นะ จิรัสเสวะ อะกุปปัง ปะฏิวิชฌะติ, ย่อมแทงตลอดธรรมที่ไม่กำเริบต่อกาลไม่นานนัก,
อิติ, ด้วยประการฉะนี้แล,(ปฐมพุทธภาสิตคาถา)
(หันทะ มะยัง ปะฐะมะพุทธะภาสิตะคาถาโย ภะณามะ เส)อะเนกะชาติสังสารัง สันธาวิสสัง อะนิพพิสัง
เมื่อเรายังไม่พบญาณ ได้แล่นท่องเที่ยวไปในสงสาร เป็นอเนกชาติ
คะหะการัง คะเวสันโต ทุกขา ชาติ ปุนัปปุนัง
แสวงหาอยู่ซึ่งนายช่างปลูกเรือน คือตัณหาผู้สร้างภพ การเกิดทุกคราว เป็นทุกร่ำไป
คะหะการะกะ ทิฏโฐสิ ปุนะ เคหัง นะ กาหะสิ
นี่แน่ะ นายช่างปลูกเรือน เรารู้จักเจ้าเสียแล้ว เจ้าจะทำเรือนให้เราไม่ได้ อีกต่อไป
สัพพา เต ผาสุกา ภัคคา คะหะกูฏัง วิสังขะตัง
โครงเรือนทั้งหมดของเจ้าเราหักเสียเเล้ว ยอดเรือนเราก็รื้อเสียเเล้ว,
วิสังขาระคะตัง จิตตัง ตัณหานัง ขะยะมัชฌะคา
จิตของเราถึงแล้วซึ่งสภาพที่อะไรปรุงเเต่งไม่ได้อีกต่อไป มันได้ถึงเเล้ว ซึ่งความสิ้นไป เเห่งตัณหา (คือถึงนิพพาน)
(ปัจฉิมพุทโธวาทปาฐะ)
(หันทะ มะยัง ปัจฉิมะพุทโธวาทะปาฐัง ภะณามะ เส)
หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือน ท่านทั้งหลายว่า
วะยะธัมมา สังขารา สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ ท่านทั้งหลาย จงทำความไม่ประมาทให้ ถึงพร้อมเถิด
อะยัง ตะถาคะตัสสะ ปัจฉิมาวาจา. นี่เป็นพระวาจามีในครั้งสุดท้าย ของพระตถาคตเจ้า,
บทพิจารณาสังขาร
สัพเพ สังขารา อะนิจจา สังขาร คือร่างกายจิตใจ และรูปธรรม นามธรรม ทั้งหมดทั้งสิ้น มันไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้ว ดับไป มีแล้วหายไป
สัพเพ สังขารา ทุกขา สังขาร คือร่างกายจิตใจ และรูปธรรม นามธรรม ทั้งหมดทั้งสิ้น มันเป็นทุกข์ ทนยาก เพราะเกิดขึ้นแล้ว แก่ เจ็บ ตายไป
สัพเพ ธัมมา อะนัตตา สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ทั้งที่เป็นสังขาร และมิใช่สังขาร ทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ควรถือว่าเรา ว่าของเรา ว่าตัวว่าตนของเรา
อะธุวัง ชีวิตัง ชีวิตเป็นของไม่ยั่งยืน
ธุวัง มะระณัง ความตายเป็นของยั่งยืน
อะวัสสัง มะยา มะริตัพพัง อันเราจะพึงตายเป็นแท้
มะระณะปะริโยสานัง เม ชีวิตัง ชีวิตของเรา มีความตาย เป็นที่สุดรอบ
ชีวิตัง เม อะนิยะตัง ชีวิตของเรา เป็นของไม่เที่ยง
มะระณัง เม นิยตัง ความตายของเรา เป็นของเที่ยง
วะตะ ควรที่จะสังเวช
อะยัง กาโย ร่างกายนี้
อะจิรัง มิได้ตั้งอยู่นาน
อะเปตะวิญญาโณ ครั้นปราศจากวิญญาณ
ฉุฑโฑ อันเขาทิ้งเสียแล้ว
อะธิเสสสะติ จักนอนทับ
ปะฐะวิง ซึ่งแผ่นดิน
กะลิงคะรัง อิวะ ประดุจดังว่าท่อนไม้และท่อนฟืน
นิรัตถัง หาประโยชน์มิได้ปัญจอภิณหปัจจเวกขณปาฐะ
ชะราธัมโมมหิ, ชะรัง อะนะตีโต,
เรามีความแก่เป็นธรรมดา,จะล่วงพ้นความแก่ไปไม่ได้,
พะยาธิธัมโมมหิ,พะยาธิง อะนะตีโต, เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา,จะล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปไม่ได้,
มะระณะธัมโมมหิ,มะระณัง อะนะตีโต,
เรามีความตายเป็นธรรมดา,จะล่วงพ้นความตายไปไม่ได้,
สัพเพหิ เม ปิเยหิ มะนาเปหิ นานาภาโว วินาภาโว,
เราละเว้นเป็นต่าง ๆ คือว่า, เราจะต้องพลัดพรากจากของรัก ของเจริญใจทั้งหลายทั้งปวง,
กัมมัสสะโกมหิ, กัมมะทายาโท, กัมมะโยนิ, กัมมะพันธุ, กัมมปะฏิสะระโณ,
เราเป็นผู้มีกรรมเป็นของ ๆ ตน,มีกรรมเป็นผู้ให้ผล,มีกรรมเป็นแดนเกิด,มีกรรมเป็นผู้ติดตาม,
มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย,
ยัง กัมมัง กะริสสามิ,กัลละยาณัง วา ปาปะกังวา, ตัสสะ ทายาโท ภะวิสสะติ,
เราทำกรรมอันใดไว้ เป็นบุญหรือเป็นบาป เราจะเป็นทายาท,คือว่าเราจะต้องได้รับผล
ของกรรมนั้น นั้นสืบไป,
เอวัง อัมเหหิ อะภิณหัง ปัจจะเวก ขิตัพพัง. เราทั้งหลายพึงพิจารณาอย่างนี้ ทุกๆวันเทอญ ฯ.ธัมมุทเทส ๔
อุปะนียะติ โลโก โลกคือหมู่สัตว์อันชราต้อนไปอยู่
อัทธุโว ไม่มีความยั่งยืน
อะตาโณ โลโก ไร้ผู้ต่อต้าน
อะณะกิสสะโร ไม่มีใครเป็นผู้ยิ่งใหญ่
อัสสะโก โลโก ไม่มีอะไรเป็นของ ๆ ตน
สัพพัง ปะหายะ คะมะนียัง จะต้องละทิ้งสิ่งทั้งปวงแล้วต้องไป
อูโน โลโก โลกคือจิตนี้ พร่องอยู่เป็นนิจ
อะติตโต ไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักเบื่อ
ตัณหา ทาโส จึงต้องตกเป็นทาสของตัณหา.
ธัมมปหังสนปาฐะ
( หันทะ มะยัง ธัมมะปาหังสะนะสะมาทะปะนาทิวะจะนะปาฐัง ภะณามะ เส)
อะถาปะรัง โภนโต ธัมมะปะหังสะนะสะมาทะปะนาทิวะจะนะสัง วัณณะนา อัมเหหิสัชฌายิตัพพา,
ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย ลำดับนี้เรื่องอันเกี่ยวกับธัมมะปะหังสะนา, อันพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว, เป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าทั้งหลายจักนำมาสาธยาย,
ตังสัพเพวะ สันตา สาธุกัง สุโณมะ มะนะสิกะโรมะ,
ขอพวกเราทั้งหลาย, จงฟังจงใส่ใจให้ดีเพื่อสำเร็จประโยชน์สืบต่อไป,
เอวัง สะวากขาโต ภิกขะเว มะยา ธัมโม,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, พระธรรมเป็นธรรมอันเรากล่าวไว้ดีแล้ว อย่างนี้,
อุตตาโน, เป็นธรรมอันทำให้เป็นดุจของคว่ำที่หงายแล้ว,
วิวะโฏ, เป็นธรรมอันทำให้เป็นของปิดที่เปิดแล้ว,
ปะกาสิโต, เป็นธรรมอันเราตถาคต, ประกาศก้องแล้ว,
ฉินนะปิโลติโก, เป็นธรรมมีส่วนขี้ริ้วอันเราตถาคตเฉือนออกหมดสิ้นแล้ว,
เอวัง สะวากขาโต ภิกขะเว มะยา ธัมโม,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เมื่อธรรมนี้เป็นธรรมอันเรากล่าวไว้ดีแล้ว อย่างนี้,
อะลัง เอวะ, ย่อมเป็นการสมควรแล้ว นั่นเทียว,
สัทธาปัพพะชิเตนะ กุละปุตเตนะ วิริยัง อาระภิตุง,
ที่กุลบุตรผู้บวชแล้วด้วยศรัทธา, จะพึงปรารภการกระทำความเพียร,
กามัง ตะโจ จะ นะหารู จะ อัฏฐิ จะ อะวะสิสสะตุ,
ด้วยการอธิษฐานจิตว่า, แม้หนัง เอ็น กระดูกเท่านั้น, จักเหลืออยู่,
สะรีรัง อุปะสุสสะตุ มังสะโลหิตัง,
เนื้อและเลือดในสรีระนี้, จักเหือดแห้งไปก็ตามที,
ยันตัง ปุริสะถาเมนะ ปุริสะวิริเยนะ ปุริสะปะรักกะเมนะ ปัตตัพพัง,
ประโยชน์อันใด อันบุคคลจะพึงลุถึงได้ด้วยกำลัง ด้วยความเพียร ความบากบั่นของบุรุษ,
นะ ตัง อะปาปุณิตตะวา ปุริสัสสะ วิริยัสสะ สัณฐานัง ภะวิสสะตีติ,
ถ้ายังไม่บรรลุประโยชน์นั้นแล้ว, จักหยุดความเพียรของบุรุษเสียเป็นไม่มี ดังนี้,
ทุกขัง ภิกขะเว กุสีโต วิหะระติ,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, คนผู้เกียจคร้านย่อมอยู่เป็นทุกข์,
โวกิณโณ ปาปะเกหิ อะกุสะเลหิ ธัมเมหิ,
ระคนอยู่ด้วยอกุศลธรรมอันลามกทั้งหลายด้วย,
มะหันตัญจะ สะทัตถัง ปะริหาเปติ,
ย่อมทำประโยชน์อันใหญ่หลวงของตนให้เสื่อมด้วย,
อารัทธะวิริโย จะ โข ภิกขะเว สุขัง วิหะระติ,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, บุคคลผู้มีความเพียรอันปรารภแล้วย่อมอยู่เป็นสุข,
ปะวิวิตโต ปาปะเกหิ อะกุสเลหิ ธัมเมหิ, สงัดแล้วจากอกุศลกรรมอันลามกทั้งหลายด้วย,
มะหันตัญจะ สะทัตถัง ปะริปูเรนติ,
ย่อมทำประโยชน์อันใหญ่หลวงของตนให้บริบูรณ์ด้วย,
นะ ภิกขะเว หีเนนะ อัคคัสสะ ปัตติ โหติ,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, การบรรลุธรรมอันเลิศด้วยการกระทำอันเลว, ย่อมมีไม่ได้เลย,
อัคเคนะ จะ โข อัคคัสสะ ปัตติ โหติ,
แต่การบรรลุธรรมอันเลิศ, ด้วยการกระทำอันเลิศ, ย่อมมีได้แล,
มัณฑะเปยยะมิทัง ภิกขะเว พรัหมมะจะริยัง,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, พรหมจรรย์นี้น่าดื่ม เหมือนมัณฑะยอดโอชะแห่งโครส,
สัตถา สัมมุขีภูโต, ทั้งพระศาสดา ก็ อยู่ ณ ที่เฉพาะหน้านี้แล้ว,
ตัสสะมาติหะ ภิกขะเว วิริยัง อาระภะถะ,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เพราะเหตุนั้นแล, เธอทั้งหลายจงปรารภความเพียรเถิด,
อัปปัตตัสสะ ปัตติยา, เพื่อการบรรลุซึ่งธรรม อันยังไม่บรรลุ,
อะนะธิคะตัสสะ อะธิคะมายะ, เพื่อการเข้าถึงธรรม อันยังไม่ถึง,
อะสัจฉิกะตัสสะ สะจฉิกิริยายะ, เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมอันยังไม่ทำให้แจ้ง,
เอวัง โน อะยัง อัมหากัง ปัพพัชชา, เมื่อเป็นอย่างนี้, การบวชของเราทั้งหลายนี้,
อะวังกะตา อะวัญฌา ภะวิสสะติ, จักเป็นการบวชที่ไม่ต่ำทราม จักไม่เป็นหมันเปล่า,
สะผะลา สะอุทะระยา, แต่จักเป็นการบวชที่มีผล เป็นการบวชที่ได้กำไร,
เยสัง มะยัง ปะริภุญชามะ, จีวะระปิณฑะปาตะ เสนาสะนะคิลานะปัจจะยะเภสัชชะปะริกขารัง,
พวกเราทั้งหลาย, บริโภคจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ, และเภสัชของชนทั้งหลายเหล่าใด,
เตสัง เต การา อัมเหสุ, กระทำนั้นๆ ของชนทั้งหลายเหล่านั้นในเราทั้งหลาย,
มะหัปผะลา ภะวิสสันติ มะหานิสังสา, จักเป็นการกระทำมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่,
เอวัง หิ โน ภิกขะเว สิกขิตัพพัง,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เธอทั้งหลายพึงทำความสำเหนียกอย่างนี้แล,
อัตตัตถัง วา หิ ภิกขะเว สัมปัสสะมาเนนะ,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เมื่อบุคคลมองเห็นอยู่ซึ่งประโยชน์ตน ก็ตาม,
อาละเมวะ อัปปะมาเทนะ สัมปาเทตุง,
ก็ควรแล้วนั่นเทียว เพื่อยังประโยชน์ตนให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาท,
ปะรัตถัง วา หิ ภิกขะเว สัมปัสสะมาเนนะ,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เมื่อบุคคลมองเห็นอยู่ซึ่งประโยชน์แห่งชนเหล่าอื่น ก็ตาม,
อาละเมวะ อัปปะมาเทนะ สัมปาเทตุง,
ก็ควรแล้วนั่นเทียว เพื่อยังประโยชน์แห่งชนเหล่าอื่น ให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาท,
อุภะยัตถัง วา หิ ภิกขะเว สัมปัสสะมาเนนะ,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เมื่อบุคคลมองเห็นอยู่ซึ่งประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่าย ก็ตาม,
อาละเมวะ อัปปะมาเทนะ สัมปาเทตุง,
ก็ควรแล้วนั่นเทียว เพื่อยังประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่าย ให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาท
อิติ ด้วยประการ ฉะนี้แล,(ตายนคาถา)
(หันทะ มะยัง ตายะนคาถาโย ภะณามะ เส)ฉินทะ โสตัง ปะรักกัมมะ กาเม ปะนูทะ พราหมะณะ
ท่านทั้งหลายจงพยายามตัดตัณหา อันเป็นดั่งกระแสน้ำเสีย จงบรรเทากามทั้งหลาย เสียเถิด
นัปปะหายะ มุนิ กาเม เนกัตตะมุปะปัชชะติ
มุนี ละกามทั้งหลายไม่ได้แล้ว ย่อมเป็นอยู่ผู้เดียวไม่ได้
กะยิรา เจ กะริยาเถนัง ทัฬหะเมนัง ปะรักกะเม
ถ้าบุคคลจะทำอะไรก็ทำเถิด แต่จงทำกิจการนั้นให้จริง ๆ,
สิถิโล หิ ปะริพพาโช ภิยโย อากิระเต ระชัง
เพราะว่าการบวชที่ย่อหย่อน ย่อมไม่เกิดผล ยิ่งโปรยโทษดุจธุลี
อะกะตัง ทุกกะฏัง เสยโย ปัจฉา ตัปปะติ ทุกกะฏัง
ความชั่วไม่ทำเสียเลยดีกว่า เพราะว่าความชั่วทำให้เดือดร้อนภายหลัง
กะตัญจะ สุกะตัง เสยโย ยัง กัตวา นานุตัปปะติ
บุคคลควรทำแต่ความดี เพราะทำแล้ว ไม่เดือดร้อนใจในภายหลัง,
กุโส ยะถา ทุคคะหิโต หัตถะเมวานุกันตะติ
หญ้าคาที่บุคคลจะถอนแล้ว จับไม่ดี ย่อมบาดมือผู้จับ ฉันใด
สามัญญัง ทุปปะรามัฏฐัง นิระยายูปะกัฑฒะติ
นักบวชถ้าปฏิบัติไม่ดีและย่อหย่อน ย่อมถูกฉุดไปนรกได้ ฉันนั้น
ยังกิญจิ สิถิลัง กัมมัง สังกิลิฏฐัญจะ ยัง วะตัง
การงานสิ่งใดที่ย่อหย่อน และการปฏิบัติใดที่เศร้าหมอง ,
สังกัสสะรัง พรัหมะจะริยัง นะ ตัง โหติ มะหัปผะลันติ
พรหมจรรย์สิ่งใดของตน ที่ระลึกขึ้นมาแล้วรังเกียจตนเอง, การกระทำเหล่านั้น
ย่อมเป็นของไม่มีผลมาก ดังนี้.สีลุทเทสปาฐะ
ภาสิตะมิทัง เตนะ ภะคะวะตา ชานะตา ปัสสะตา อะระหะตา สัมมาสัมพุทเธนะ,
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้รู้เห็น, เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยถูกต้องพระองค์นั้น,
ได้ตรัสคำนี้ไว้แล้วว่า,
สัมปันนะสีลา ภิกขเว วิหะระถะ สัมปันนะปาติโมกขา,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เธอทั้งหลาย, จงเป็นผู้มีศีลสมบูรณ์มีพระปาฏิโมกข์สมบูรณ์,
ปาติโมกขะสังวะระสังวุตา วิหะระถะ อาจาระโคจะระสัมปันนา,
จงเป็นผู้สำรวมแล้วด้วยเครื่องสังวรในพระปาติโมกข์, สมบูรณ์ด้วยอาจาระและโครจ, คือมรรยาทและสถานที่เที่ยวไป,
อะณุมัตเตสุ วัชเชสุ ภะยะทัสสาวี สะมาทายะ สิกขะถะ สิกขาปะเทสูติ,
จงเป็นผู้มีปกติเห็นโทษน่ากลัวแม้เพียงเล็กน้อย, สมาทานศึกษาสำเหนียกในสิกขาบททั้งหลายเถิด,
ตัสมาติหัมเหหิ สิกขิตัพพัง, เพราะเหตุดังนั้นแหละ, เราทั้งหลายพึงศึกษาสำเหนียกว่า,
สัมปันนะสีลา วิหะริสสามะ สัมปันนะปาติโมกขา,
จักเป็นผู้มีศีลสมบูรณ์ มีพระปาติโมกข์สมบูรณ์,
ปาติโมกขะสังวะระสังวุตา วิหะริสสาม อาจาระโคจะระสัมปันนา,
จักเป็นผู้สำรวมแล้วด้วยเครื่องสังวรในพระปาติโมกข์, สมบูรณ์ด้วยอาจาระและโคจร, คือมรรยาทและสถานที่เที่ยวไป,
อะณุมัตเตสุ วัชเชสุ ภะยะทัสสาวี สะมาทายะ สิกขิสสามะ สิกขาปะเทสูติ,
จักเป็นผู้มีปกติเห็นโทษน่ากลัวแม้เพียงเล็กน้อย, สมาทานศึกษาสำเหนียกในสิกขาบททั้งหลาย,
เอวัญหิ โน สิกขิตตัพพัง, เราทั้งหลาย, พึงทำความศึกษาสำเหนียกอย่างนี้แล.(เทวทูตสุตตปาฐะ)
(หันทะ มะยัง เทวะทูตะสุตตะปาฐัง โย ภะณามะ เส)โจทิตา ืเทวะทูเตหิ เย ปะมัชชันติ มาณะวา
เต ทีฆะรัตตัง โสจันติ หีนะกายุปะคา นะรา
บุคคลเหล่าใดถูกเทวทูตทั้งหลายตักเตือนแล้วยังประมาทอยู่บุคคลเหล่านั้น จะเข้าถึงกำเนิดชั้นเลว เกิดในนรกประสบทุกข์โศกอยู่สิ้นกาลนาน,
เยจะโขเทวะทูเตหิ สันโตสัปปุริสาอิธะ
โจทิตานัปปะมัชชันติ อะริยะธัมเมกุทาจะนัง
ส่วนบุคคลเหล่าใดเป็นสัตบุรุษผู้สงบถูกเทวทูตทั้งหลายตักเตือนแล้ว ย่อมไม่ประมาทในอริยธรรมกำหนดรู้อยู่เป็นนิจ
อุปาทาเนภะยังทิสวา ชาติมะระณะสัมภะเว
อะนุปาทาวิมุจจันติ ชาติมะระณะสังขะเย
บุคคลเหล่าใดเห็นภัยในความยึดมั่นถือมั่นอันเป็นปัจจัยก่อให้เกิดชาติ
ชรามรณะบุคคลเหล่านั้นย่อมหลุดพ้นจากอุปาทานเพราะความพยายาม
กระทำให้สิ้นซึ่งชาติชรามรณะนั้น
เตเขมะปัตตาสุขิโน ทิฏฐะธัมมาภินิพพุตา
สัพพะเวระภะยาตีตา สัพพะทุกขังอุปัจจะคุนติ
บุคคลเหล่านั้นชื่อว่า เป็นผู้มีความเกษมสุขเป็นผู้บรรลุพระนิพพาน
ในปัจจุบันชาตินี้เป็นผู้ไม่มีเวรไม่มีภัย เป็นผู้ล่วงพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ ดังนี้แล
ธัมมะจักกัปปะวัตตะนะสุตตัง
เอวัมเม สุตัง ฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา พาราณะสิยัง วิหะระติ อิสิปะตะเน มิคะทาเย ฯ ตัต๎ระ โข ภะคะวา ปัญจะวัคคิเย ภิกขู อามันเตสิ ฯ
เท๎วเม ภิกขะเว อันตา ปัพพะชิเตนะ นะ เสวิตัพพา โย จายัง กาเมสุ กามะสุขัลลิกานุโยโค หีโน คัมโม โปถุชชะนิโก อะนะริโยอะนัตถะสัญหิโต โย จายัง อัตตะกิละมะถานุโยโค ทุกโข อะนะริโย อะนัตถะสัญหิโต ฯ
เอเต เต ภิกขะเว อุโภ อันเต อะนุปะคัมมะ มัชฌิมา ปะฏิปะทาตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะสังวัตตะติ ฯ
กะตะมา จะ สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ ฯ
อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค ฯ เสยยะถีทัง ฯ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโตสัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสะติ สัมมาสมาธิ ฯ
อะยัง โข สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ ฯ
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขัง อะริยะสัจจัง ฯ ชาติปิ ทุกขา ชะราปิทุกขา มะระณัมปิ ทุกขัง โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา ฯ
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ฯ ยายัง ตัณหา โปโนพภะวิกา นันทิราคะสะหะคะตา ตัตระตัตราภินันทินี ฯ เสยยะถีทัง ฯ กามะตัณหา ภะวะตัณหา วิภะวะตัณหา ฯ
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง ฯโย ตัสสาเยวะ ตัณหายะ อะเสสะวิราคะนิโรโธ จาโคปะฏินิสสัคโค มุตติ อะนาละโย ฯ
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทาอะริยะสัจจัง ฯ อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค ฯ เสยยะถีทัง ฯสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสะติ สัมมาสมาธิ
อิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญาอุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
ตังโข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญเญยยันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
ตังโข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญญาตันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
อิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
ตังโข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ปะหาตัพพันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
ตังโข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ปะหีนันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
อิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
ตังโข ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง สัจฉิกาตัพพันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
ตังโข ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง สัจฉิกะตันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
อิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
ตังโข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาเวตัพพันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิอาโลโก อุทะปาทิ ฯ
ตังโข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจังภาวิตันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุงอุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
ยาวะกีวัญจะ เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ เอวันติปะริวัฏฏัง ทวาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง นะ สุวิสุทธัง อะโหสิ ฯ
เนวะ ตาวาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรัหมะเก สัสสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิง ฯ
ยะโต จะ โข เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ เอวันติ ปะริวัฏฏัง ทวาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง สุวิสุทธัง อะโหสิ ฯ
อะถาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรัหมะเก สัสสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิง ฯ
ญาณัญจะ ปะนะ เม ทัสสะนัง อุทะปาทิ อะกุปปา เม วิมุตติ อะยะมันติมา ชาติ นัตถิทานิ ปุนัพภะโวติ ฯ
อิทะมะโวจะ ภะคะวา ฯ อัตตะมะนา ปัญจะวัคคิยา ภิกขู ภะคะวะโต ภาสิตัง อะภินันทุง ฯ อิมัส๎มิญจะ ปะนะเวยยากะระณัส๎มิง ภัญญะมาเน อายัสมะโต โกณฑัญญัสสะ วิระชัง วีตะมะลัง ธัมมะจักขุง อุทะปาทิ ยังกิญจิ สะมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติ ฯ
ปะวัตติเต จะ ภะคะวะตา ธัมมะจักเก ภุมมา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง เอตัมภะคะวะตา พาราณะสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตติตัง อัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะวา พราหมะเณนะ วา เทเวนะ วา มาเรนะ วา พรัหมุนา วา เกนะจิ วา โลกัสมินติ
ภุมมานัง เทวานัง สัททัง สุตวา
จาตุมมะหาราชิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ จาตุมมะหาราชิกานัง เทวานัง สัททัง สุตวา
ตาวะติงสา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ ตาวะติงสานัง เทวานัง สัททัง สุตวา
ยามา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ ยามานัง เทวานัง สัททัง สุตวา
ตุสิตา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ ตุสิตานัง เทวานังสัททัง สุตวา
นิมมานะระตี เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ นิมมานะระตีนัง เทวานัง สัททัง สุตวา
ปะระนิมมิตะวะสะวัตตี เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ปะระนิมมิตะวะสะวัตตีนัง เทวานัง สัททัง สุตวา
( สวดย่อ พรัหมะกายิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง)
พรัหมะปาริสัชชา เทวาสัททะมะนุสสาเวสุง ฯ พรัหมะปาริสัชชานัง เทวานัง สัททัง สุตวา
พรัหมะปะโรหิตา เทวา สัททะมะนุสสาสเวสุง ฯ พรัหมะปะ โรหิตานัง เทวานัง สัททัง สุตวา
มะหาพรัหมา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ มะหาพรัหมานัง เทวานัง สัททัง สุตวา
ปะริตตาภา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ ปะริตตาภานัง เทวานังสัททัง สุตวา
อัปปะมาณาภา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ อัปปะมาณาภานังเทวานัง สัททัง สุตวา
อาภัสสะรา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ อาภัสสะรานัง เทวานัง สัททัง สุตวา
ปะริตตะสุภา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ ปะริตตะสุภานัง เทวานัง สัททัง สุตวา
อัปปะมาณะสุภา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ อัปปะมาณะ สุภานัง เทวานัง สัททัง สุตวา
สุภะกิณหะกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ สุภะกิณหะกานัง เทวานัง สัททัง สุตวา
(อะสัญญิสัตตา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง อะสัญญิสัตตานัง เทวานัง สัททัง สุตวา)
เวหัปผะลา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ เวหัปผะลานังเทวานัง สัททัง สุตวา
อะวิหา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ อะวิหานัง เทวานังสัททัง สุตวา
อะตัปปา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ อะตัปปานัง เทวานังสัททัง สุตวา
สุทัสสา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ สุทัสสานัง เทวานัง สัททัง สุตวา
สุทัสสี เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ สุทัสสีนัง เทวานัง สัททัง สุตวา
อะกะนิฏฐะกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ
เอตัมภะคะวะตา พาราณะสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตติตัง อัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะ วา พราหมะเณนะ วา เทเวนะ วา มาเรนะ วา พรัหมุนา วา เกนะจิ